ความแตกต่างระหว่าง Digital marketing agency และ Marketing agency แบบดั้งเดิม

ในยุคที่ผู้บริโภคมีพฤติกรรมออนไลน์มากขึ้น ความต้องการด้านการสื่อสารการตลาดก็เปลี่ยนไปตาม ช่องทางดิจิทัลทำให้เกิดคำว่า Digital marketing agency ซึ่งเน้นทักษะด้านการใช้ข้อมูล การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้ และการลงโฆษณาในแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ เมื่อเทียบกับ Marketing agency แบบดั้งเดิมที่อาจเน้นงานสร้างแบรนด์ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ งานอีเวนต์ หรือการวางแผนสื่อแบบกว้าง ๆ

การเลือกทำงานกับ Digital marketing agency จะได้ประโยชน์ในแง่ของการปรับแคมเปญแบบเรียลไทม์ ใช้เครื่องมือวัดผลที่ชัดเจน เช่น การติดตาม Conversion, ROAS, CPA และสามารถทำ A/B testing เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโฆษณา ขณะเดียวกัน Marketing agency ที่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลมากขึ้น จะผสมผสานกลยุทธ์ออฟไลน์และออนไลน์ให้สอดคล้องกับ Customer Journey

สำคัญคือการประเมินความต้องการของธุรกิจ หากเป้าหมายเป็นการขยายช่องทางขายออนไลน์และวัดผลได้เร็ว ควรเลือกเอเจนซี่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี แต่หากมองภาพรวมของแบรนด์ในระยะยาว ต้องการภาพลักษณ์และการสื่อสารครบวงจร การทำงานกับ Marketing agency ที่มีทีมผสมก็ให้ผลลัพธ์ที่สมดุล

กลยุทธ์สำหรับ E-commerce marketing agency: เครื่องมือสำคัญและการใช้งานจริง

การตลาดอีคอมเมิร์ซต้องการความเชี่ยวชาญทั้งในด้านการเพิ่มทราฟฟิกและการแปลงผู้เข้าชมเป็นลูกค้า E-commerce marketing agency จะเน้นเครื่องมือเช่น SEO สำหรับหน้าร้านออนไลน์ การจัดการแคมเปญโฆษณาแบบชำระเงิน (PPC) การรีมาร์เก็ตติ้ง และการตลาดผ่านอีเมลที่มีการเซ็กเมนต์อย่างละเอียด

เครื่องมืออีเมลมาร์เก็ตติ้งที่ได้รับความนิยมสูงสำหรับอีคอมเมิร์ซคือระบบที่สามารถทำ Automation, Personalization และการตั้งค่า Flow สำหรับการฟื้นลูกค้าทรานแซคชัน เช่น การส่งอีเมลร้างตะกร้า (abandoned cart), การแนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้อง และการส่งข้อเสนอเฉพาะบุคคล การใช้งานแพลตฟอร์มที่เหมาะสมช่วยเพิ่ม Lifetime Value (LTV) และลดค่า CAC

ตัวอย่างการทำงานจริงที่มีประสิทธิภาพคือการผสานข้อมูลจากระบบร้านค้า (เช่น Shopify หรือ Magento) เข้ากับแพลตฟอร์มอีเมลและการโฆษณา เพื่อสร้างแคมเปญที่ต่อเนื่อง ตั้งแต่การดึงผู้เข้าชมผ่านโฆษณา ให้เข้ามาดูสินค้า ติดตามด้วยอีเมลอัตโนมัติ จนถึงการกระตุ้นการซื้อซ้ำ สำหรับธุรกิจที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านอีเมลและ Automation สามารถพิจารณา Klaviyo agency เพื่อขยายผลลัพธ์การขายออนไลน์อย่างเป็นระบบ

กรณีศึกษาเชิงปฏิบัติ: การวัดผลและปรับแผนโดย Digital marketing agency

การวัดผลเชิงปฏิบัติจากแคมเปญที่ดำเนินการโดย Digital marketing agency ควรเน้น KPI หลัก เช่น อัตราแปลง (Conversion Rate), ต้นทุนต่อผู้ได้ลูกค้า (CAC), มูลค่าตลอดชีพของลูกค้า (LTV), และอัตราการเปิด/คลิกของอีเมล สำหรับแบรนด์อีคอมเมิร์ซ หนึ่งในกรณีศึกษาที่พบว่าได้ผลคือการใช้ข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้มาสร้างเซ็กเมนต์ที่เฉพาะเจาะจง แล้วออกแบบลูกเล่นการสื่อสารให้ตรงกับความต้องการ

ตัวอย่างเช่น แบรนด์แฟชั่นออนไลน์ที่ต้องการเพิ่มการซื้อซ้ำ ได้จัดแคมเปญรีมาร์เก็ตติ้งโดยแบ่งกลุ่มลูกค้าตามความถี่ในการซื้อและมูลค่าการสั่งซื้อ จากนั้นใช้คอนเทนต์อีเมลที่ปรับตามชั้นของลูกค้า ส่งข้อเสนอและแนะนำสินค้าที่สามารถเพิ่มมูลค่าออร์เดอร์ ผลลัพธ์หลังแคมเปญคือ LTV เพิ่มขึ้น 25% และ CAC ลดลงในช่วงระยะสั้น เนื่องจากการสื่อสารที่ตรงเป้าทำให้โอกาสปิดการขายสูงขึ้น

อีกตัวอย่างคือการผสานข้อมูลโฆษณาและอีเมลเพื่อฟื้นลูกค้าที่หยุดซื้อ โดยสร้าง Workflow อัตโนมัติที่เริ่มจากการยิงโฆษณาแบบพิกเซล รีมาร์เก็ตติ้ง ตามด้วยอีเมลที่มีคูปองส่วนลดหรือคอนเทนต์ที่กระตุ้นความสนใจ การทดสอบแบบ A/B ในข้อความและเวลาส่งช่วยให้เห็นว่าเวอร์ชันไหนให้ผลดีที่สุด และทำให้การปรับงบประมาณหรือครีเอทีฟเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *